บทที่ 3 ไม่ช่วยก็ไม่ต้องช่วย

สายตาของหญิงสาวกวาดมองไปรอบบริเวณตัวเรือนไทยอย่างอดไม่ได้ ตรงหน้าเธอคือโต๊ะหมู่บูชาที่มีของขลังวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด บางชิ้นเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันใช้ทำอะไร

“นี่บ้านหรือพิพิธภัณฑ์ของขลังวะเนี่ย...” มะปรางพึมพำเสียงเบา

แม่ศรีที่เดินอยู่ข้างหน้าหันขวับกลับมามอง ถลึงตาใส่

“มึงว่าหยังนะ?” (ลูกพูดอะไรนะ?)

“เปล๊า” มะปรางพูดเสียงสูงใส่

“อย่าไปเว้าให้พ่อหมอได้ยินเด้อ มึงนิ!” (อย่าไปพูดให้พ่อหมอได้ยินนะ ลูกคนนี่นิ!)

“หนูไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

มะปรางเดินตามแม่เข้าไปนั่งลงบนเสื่อ เธอนั่งอยู่ข้างๆ แม่ศรี และพ่อมนัสนั่งอยู่ทางฝั่งซ้าย ตรงข้ามคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่นั่งยกขาขึ้นข้างหนึ่ง มะปรางมองเขาแวบแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะสนใจมากนัก แต่พอ แอบหันไปมองพินิจหน้าเขาอีกครั้ง

รูปร่างดูสูงใหญ่ ช่วงไหล่กว้างรับกับแผ่นอกหนา ผิวสองสีเข้มคมเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย แม้เขาจะแค่นั่งนิ่งๆ ไม่ได้แสดงท่าทางใดๆ ก็ยังคงดูมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

‘หล่อจริงว่ะ...’ เธอคิดในใจ

หล่อแบบที่ต่อให้เธอไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ผู้ชายทรงเข้มคมดุดันแบบนี้คงมีสาวๆ เข้าคิวขอไอจีกันเต็มไปหมด แม่ศรีเองก็กำลังจ้องมองพ่อหมอหนุ่มอยู่ไม่ต่างกัน เธอแอบเอียงตัวเข้าไปใกล้พ่อมนัสแล้วกระซิบเบาๆ

“พ่อ...”

“หืม?”

“พ่อหมออินทร์นี่...” แม่ศรีเหลือบมองชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง

“บ่ได้เห็นดน ยังหล่อคักเนาะ” (ไม่ได้เห็นนาน ยังหล่อเหมือนเดิมเลย)

พ่อมนัสหันขวับมามองแม่ศรี

“ที่หนำกูมานี่ กะย้อนอยากมาเบิ่งหน้าพ่อหมอนิบ่?” (ที่ตามมานี่ เพราะอยากเห็นหน้าพ่อหมอเหรอ?)

แม่ศรีรีบหันกลับมาทำหน้าเขิน

“บ้า! กูก็มาเบิ่งลูกกูตั๊ว” (บ้า! ฉันก็ตามมาดูลูกฉันสิ)

พ่อมนัสส่ายหน้า

“แก่แล้วเด้อแม่ศรี” (แก่แล้วนะแม่ศรี)

“มีเรื่องอีหยังครับ” (มีเรื่องอะไรครับ) เสียงทุ้มเรียบต่ำดังขึ้น

พ่อมนัสหันมาที่พ่อหมอ

“เรื่องอีปรางนี่ล่ะ พ่อหมอ” (เรื่องลูกสาวผมนี่ล่ะ พ่อหมอ)

พ่อมนัสเริ่มเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้อินทร์ฟัง ตั้งแต่เรื่องเดชเสียชีวิต ไปจนถึงเหตุการณ์สยองขวัญที่มะปรางโดนตลอดหลายคืนที่กรุงเทพฯ อินทร์นั่งฟังจนจบ มะปรางนั่งมอง เธอไม่ได้รู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้าจะช่วยอะไรเธอได้จริงๆ จนกระทั่งอินทร์เอ่ยขึ้น

“ผัวเก่ามึงคือทรงสิหวงมึงคักเนาะ ตายกลายเป็นผีเน่าแล้วยังสิตามติดเป็นเห็บหมา บ่ยอมปล่อยยอมวาง สงสัยตอนยังมีชีวิตอยู่ มึงคือสิเลี้ยงมันดีเนาะ มันเลยติดมึงปานผีไร้ศาลจั่งซี้” (ผัวเก่ามึงดูจะหวงมึงมากสินะ ตามกลายเป็นเน่าแล้วยังจะตามติดเป็นเห็บหมา ไม่ยอมปล่อยวาง สงสัยตอนมีชีวิตอยู่มึงคงจะเลี้ยงมันดีสินะ มันเลยตามมึงเป็นผีไร้ศาลอย่างงี้)

คำพูดของพ่อหมอว่าสามีของเธอมีหรือเธอจะยอม ถึงเขาจะเป็นผีแต่เขาก็เคยเป็นสามีของเธอ

“เดชเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เขาไม่ใช่ผีไร้ศาลอะไรทั้งนั้น อย่ามาพูดจาแย่ๆ ใส่คนที่เขาตายไปแล้วนะ!”

“อีปราง!” แม่ศรีตกใจจนหน้าซีด รีบดึงแขนลูกสาวไว้

“หึ... หรือมึงยังอาลัยมันอยู่?”

“ฉันไม่ได้อาลัย แต่ฉันว่าพ่อหมอควรให้เกียรติคนตาย”

“แล้วอีกอย่างฉันก็ยังไม่เชื่อด้วยว่าเรื่องพวกนี้มันคือผีจริงๆ มันอาจจะเป็นพวกคนร้ายหรือพวกโรคจิตที่ตามส่องฉันอยู่ก็ได้ หมอผีอย่างคุณจะไปรู้อะไร ดีแต่ตั้งโต๊ะเอาของน่ากลัวๆ มาหลอกขายความงมงายให้ชาวบ้านไปวันๆ ล่ะสิไม่ว่า!”

มะปรางถอนหายใจออกมาเบาๆ “พ่อหมอคะ หนูมาที่นี่เพราะพ่อบอกให้มา แต่หนูขอพูดตรงๆ นะ”

อินทร์ปรายตามองเธอ “...”

“หนูไม่ได้เชื่อเรื่องผีเท่าไหร่”

แม่ศรีรีบใช้ศอกสะกิดแขนลูกสาวทันที “อีปราง!”

“อะไรแม่ หนูพูดความจริง” มะปรางหันกลับไปหาอินทร์

“หนูมาคิดๆ ดูแล้วนะ ผีมันจะไปมีจริงที่ไหน แล้วเรื่องที่หนูเจออาจเป็นเพราะหนูเครียดก็ได้ แล้วข้อความที่หนูเจอก็อาจจะมีคนแกล้ง ทุกอย่างมีเหตุผลหมดแหละค่ะ”

“แม้แต่ผัวเก่าที่ตายไปแล้ว?”

มะปรางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสบตาเขา

“มึงนี่เก่งดี”

“ขอบคุณค่ะ” มะปรางตอบรับ

“กูไม่ได้ชม”

มะปรางหน้าตึงขึ้นมาเล็กน้อย

อินทร์จ้องมองมะปราง

“พ่อหมอจะให้หนูเชื่อยังไงล่ะคะ?”

“จะให้หนูเชื่อว่าผัวเก่าหนูกลับมาเป็นผี แล้วต้องให้พ่อหมอทำพิธีอะไรสักอย่าง จากนั้นผีก็จะหายไปเนี่ยนะ?”

“มันหากินง่ายไปไหมคะ”

“หนูไม่ได้จะว่านะคะ แต่หนูคิดว่ามันดูเหมือนหลอกขายของมากกว่า”

บรรยากาศรอบข้างดูตึงขึ้นมาทันที พ่อมนัสถึงกับหน้าเสีย หันไปมองลูกสาว แม่ศรีสะกิดแขนลูกสาวรัวๆ “มึงหยุดเว้าอีปราง!” (ปราง! หยุดพูด!)

แต่มะปรางยังไม่ยอมหยุด “หนูไม่ได้ตั้งใจดูถูกนะ แต่ของเต็มบ้านขนาดนี้ ค่าครู ค่าทำพิธี ค่าของขลัง ก็คงแพงน่าดู”

อินทร์มองเธฮนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยปากพูด “คั่นมึงคึดว่ากูเป็นหมอผีต้มตุ๋นหลอกลวง... ซั่นมึงกะ เชิญ ขนเอาความฉลาดของมึง กลับไปให้ผีผัวเก่ามึงหักคอตายอยู่กรุงเทพฯ พุ้นไป๊!” (ถ้ามึงคิดว่ากูเป็นหมอผีหลอกลวง... งั้นมึงก็เชิญขนเอาความฉลาดของมึง กลับไปให้ผีผัวเก่ามึงหักคอตายอยู่กรุงเทพนู่นไป!)

“กูบ่ซอย!” (กูไม่ช่วย!)

มะปรางนิ่งอึ้งไปทันที

“กลับไป” เสียงของอินทร์ไร้ความเห็นใจหรือความเป็นมิตรเหลืออยู่เลยสักนิด

พ่อมนัสรีบขยับเข้าไปหา “พ่ออินทร์ ใจเย็นก่อนเด้อ อีนี่มันบ่ฮู้เรื่อง” (พ่ออินทร์ ใจเย็นก่อนนะ ลูกผมมันไม่รู้เรื่อง)

“ผมบ่อได้โกรธพ่อมนัสเลย” (ผมบ่ได้โกรธพ่อมนัสเลย) อินทร์ตอบเรียบๆ “แต่ผมบ่มีความจำเป็นต้องเฮ็ดพิธีให้คนที่ไม่ได้มีความเชื่อ” (แต่ผมไม่มีความจำเป็นต้องทำพิธีให้คนที่ไม่เชื่อ)

แม่ศรีรีบหันมาดุลูกสาว “อีปราง! ขอโทษพ่อหมอเดี๋ยวนี้!” (ปราง! รีบขอโทษพ่อหมอเดี๋ยวนี้!)

“แต่แม่ หนูแค่ถาม”

อินทร์ลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ตระหง่านตรงหน้าจนมะปรางต้องแหงนหน้ามอง “กลับไปเถาะ” (กลับไปเถอะ)

“แต่พ่อหมอ...” พ่อมนัสพยายามอ้อนวอน

“คั่นผีมันหนำมาอีหลี ผมกะคงสิซ่อยบ่ได้ดอก” (ถ้าผีมันตามมาจริง ผมก็คงช่วยไม่ได้หรอก) อินทร์เอ่ยตัดบท ก่อนจะเดินผ่านพวกเขากลับเข้าไปด้านในห้องโดยไม่สนใจใครอีก

“ไม่ช่วยก็ไม่ช่วยสิ!” มะปรางตะโกนตามหลังไป

มะปรางถูกพ่อกับแม่ฉุดลากเดินตามกันมาถึงรถ

“มึงนี่มันปากหมาเหมือนแม่มึงแท้ๆ!”

แม่ศรีพยักหน้ารับคำ “เออ ปากหมาอีหลี” (บอกหมาเหมือนแม่มันจริงๆ) แม่ศรีพูดเห็นด้วยอย่างลืมตัว “เดี๋ยว”

แม่ศรีหันขวับไปมองพ่อมนัส “มึงด่ากูบ่?” (ด่าฉันเหรอ?)

พ่อมนัสหัวเราะหึๆ “พึ่งฮู้โตติ” (พึ่งรู้ตัวหรือไง?)

“อีพ่อ!”

เสียงเถียงกันดังอยู่พักใหญ่แต่เธอก็ไม่ได้ฟังเลย

มะปรางเงยมองขึ้นไปยังชั้นบน เธอขมวดคิ้วแน่น พึมพำกับตัวเองเบาๆ “คนบ้าอะไร... หล่อก็หล่อ แต่ปากเสียชะมัด”

รถกระบะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากซอยท้ายหมู่บ้านจนลับสายตาไป

บนเรือนไทย...

นนท์ยืนอยู่ไม่ไกลจากอินทร์ เขามองอินทร์ด้วยสายตาไม่เข้าใจ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้เห็นพ่อครูอินทร์อารมณ์เสียและแสดงปฏิกิริยาแข็งกร้าวเช่นนี้

“พ่อครู...” นนท์เรียกเสียงเบา

ไร้คำตอบ อินทร์ยังคงไม่สนใจ

นนท์เหลือบมองใบหน้าด้านข้างของอินทร์ ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ... เพราะตั้งแต่รู้จักมาหลายปี นนท์ไม่เคยเห็นพ่อครูดูน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป